17 เมษายน 2552
เป็นที่คลี่คลายกันเสียที หลังจากงุนงงว่า “เว็ปไซด์ประชาไท” ซึ่งเป็นเหมือนกระบอกเสียงให้ประชาชนคนรากหญ้านั้น มีเจตจำนงใดในการนำเสนอข่าวสารในลักษณะเหมือนให้ท้าย ม็อบชาวบ้าน
บังเอิญเป็นอย่างยิ่งที่ได้อ่านบทความจาก นสพ.ทีนิวส์ รายปักษ์ และมีการกล่าวพาดพิงถึง
ใช่หรือไม่ว่า วาระที่ผ่านมาของเว็ปไซด์ประชาไท คือการหวังระดมแนวร่วมให้มากที่สุดตามทัศนะ " สร้างเอกภาพในความหลากหลาย "
เอกภาพที่มองว่า ศัตรูของตนคือนายทุน ขุนศึก และศักดินา
ขอเชิญอ่านบทความที่ จำต้องคัดลอกมาจากพ้องมิตรในแวดวงสื่อมวลชนฉบับเต็ม
ขบวนการสาธารณรัฐ
โหมไฟเร่งภาวะสุกงอม
ถึงเวลานี้ คงไม่จำเป็นที่จะต้องพูดอ้อมค้อม เพราะสถานการณ์พัฒนามาจนถึงขั้นหวังให้มีการเสียเลือดเสียเนื้อของคนในชาติ เอาซากปรักหักพังของประเทศเป็นเครื่องต่อรอง
ในการ “โฟนอิน”ของ “นช.ทักษิณ ชินวัตร”แทบจะทุกเวทีของคนกลุ่ม “เสื้อแดง” ปากก็พร่ำบอกแต่ว่า “จงรักภักดี” , “รักพระเจ้าอยู่หัว” แต่พฤติกรรมหลังเวที ทุกลมหายใจเข้า-ออกเวลานี้ ของ “นช.ทักษิณ” กลับจาบจ้วงล่วงละเมิด อีกทั้งยังสนับสนุน ส่งเสริม ยุทธศาสตร์“สร้างเอกภาพในความหลากหลาย” ของเหล่าบรรดา “แนวร่วมขบวนการสาธารณรัฐ”เพื่อทำลาย “สถาบันพระมหากษัตริย์”
“นช.ทักษิณ” บอก จงรักภักดี แต่ กล่าวหา ว่าร้าย “องคมนตรี” ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ถวายงานใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ เป็นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยพระราชอัธยาศัยของบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
“นช.ทักษิณ” บอก “รักพระเจ้าอยู่หัว” แต่ปล่อยหรือ “ให้ท้าย” แกนนำเสื้อแดงคนสำคัญที่มี “ทัศนคติอันตราย”อย่าง “จักรภพ เพ็ญแข” ตีฝีปากด้วยถ้อยคำอย่าง “ผมยอมรับระบบศักดินาไทยไม่ได้...”
“นช.ทักษิณ”ปล่อยให้ “วีระ มุสิกพงศ์” ที่เคยเหิมเกริม ถึงขนาดบอกว่า ถ้าเลือกเกิดได้จะเลือกเกิดใจกลางพระมหาราชวัง เป็นพระองค์เจ้าวีระ เวลาเที่ยงก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นอีกทีบ่ายสามโมง หกโมงครึ่ง เสวยน้ำจัณฑ์” ออกมาพูดถึงแนวทาง “ราชประชาสมาสัย”เพื่อหาทางออกให้กับ นช.ทักษิณ” รวมถึงการเพิกเฉยให้ “ใจ อึ๊งภากร” แนวร่วมเสื้อแดง ออก “แถลงการณ์แดงสยาม” (red siam manifesto) กล่าวร้ายต่อ “ในหลวง”
“นช.ทักษิณ” บอกจงรักภักดี แต่กลับปลุกระดม ผู้คนให้ “ล้างประเทศ” ล้ม “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” ซึ่งเป็น “วาทกรรม"(Discourse) ที่ “กลุ่มต้านสถาบัน” ประดิดประดอยขึ้นเพื่อโจมตี-ล้มล้าง “ระบบราชการ” (Bureaucracy) ซึ่ง “สมเด็จพระปิยะมหาราช” ทรงปฏิรูป เป็น “กลไก” สร้าง “รัฐชาติสมัยใหม่” นำพาประเทศรอดพ้นภัยจักรวรรดินิยม หรือปัจจุบันคือ “ทุนนิยมสามานย์” ที่ “นช.ทักษิณ” และบรรดาสาวก “แอบอิง”
“นช.ทักษิณ” ซึ่งอ้างว่า ต่อต้าน “เผด็จการซ่อนรูป” คงลืมไปว่า ผู้คนยังจดจำภาพที่ “นช.ทักษิณ” ยืมกุมมือ พินอบพิเนาต่อ “พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์” ประธาน รสช.เพื่อจะได้ “สัมปทานกิจการโทรศัพท์มือถือ”
“นช.ทักษิณ” บอกรักพระเจ้าอยู่หัว แต่กลับหลงใหลได้ปลื้มไปกับประวัติศาสตร์การก่อตั้งสาธารณรัฐ หรือกระทั่งมีอาการ “หัวใจพองโต” เมื่อเหล่าสาวกเชิดชู ยกตัวขึ้นชั้นเป็น “ประธานาธิบดี”
“นช.ทักษิณ” มุ่งมั่นหรือจะแก้ตัวว่ามันเป็นเรื่อง “บังเอิญ” แต่มันก็คงเป็นเรื่อง”บังเอิญอย่างร้ายกาจ” ที่ ประวัติการก่อตั้ง“พรรคไทยรักไทย” เมื่อปี ๒๕๔๑ เลือกเอาวันที่ ๑๔ กรกฎาคม เป็นวันก่อตั้ง ทั้งๆที่รู้ว่า มันเป็น “วันชาติฝรั่งเศส” เป็น “วันสัญลักษณ์”ของการโค่นล้มระบอบกษัตริย์และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ
การโฟนอินกับบรรดาสาวกเสื้อแดง นช.ทักษิณ ในช่วงหลังๆ เริ่มเผยเป้าหมายว่า หวังยกระดับการชุมนุมเป็น สงครามประชาชน นช.ทักษิณ เอาการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นต้นแบบ เขาพูดถึง “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” อันแปลมาจาก คำขวัญประจำชาติของฝรั่งเศส Liberté, Égalité, Fraternité ซึ่งก็มีต้นธารมาจากคำขวัญเมื่อครั้งปฏิวัติล้มสถาบันกษัตริย์ของฝรั่งเศส ว่า Liberté, Égalité, Fraternité, ou la Mort!- "เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ หรือความตาย"
๑๙ กันยา ๒๕๔๙ “ป่าช้าแตก”
เปิดตัว ศูนย์การนำล้มสถาบัน
ถ้าอ้างอิง ถ้อยคำของ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ถึง การดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของกระบวนการ “ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า” เมื่อคราวกล่าวปาฐกถา เรื่อง “ยุทธศาสตร์กู้ชาติ และเข็มทิศใหม่เพื่อผ่าทางตันการเมืองไทย” และมีการขยายความ ในหนังสือ “แนวทางประเทศไทย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิถี การต่อสู้เอาชนะภัยความมั่นคงของชาติ” ซึ่งแจกในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิดของตนเองว่า แม้รัฐไทยจะเอาชนะในสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่มีกลุ่มบุคคลผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ดื้อรั้นบางกลุ่มหันมาใช้ยุทธวิธีแนวร่วมแทนอย่างเต็มที่ โดยพยายามใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น ชุบตัวในสถาบันวิชาการ เข้าร่วมทำเศรษฐกิจทุนนิยม เข้าร่วมถืออำนาจรัฐยุยงให้ทั้งฝ่ายรัฐ และฝ่ายทุนทำผิดให้มาก ๆ จึงมีการกล่าวกันว่า ปัจจุบันมีขบวนการบ่อนทำลายประเทศโดยใช้ระบบเผด็จการรัฐสภาเป็นเครื่องมือดำเนินยุทธวิธีแนวร่วมเพื่อก่อสงครามกลางเมืองเพื่อเปลี่ยนรูปของประเทศจากราชอาณาจักรไปสู่สาธารณรัฐ โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นอาวุธหลัก
ข้อมูลของพล.อ.ชวลิต คือการยืนยันในอีกทางหนึ่ง แต่จากการประมวล และกรองทิศทางข่าวสารอย่างรอบด้านและทุกช่องทาง ยืนยันได้ว่า การเคลื่อนไหวนับแต่จุดเล็กๆด้วยการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ไม่ได้เป็นไปโดยธรรมชาติอันเนื่องจากความเสื่อมถอยของสถาบัน หากแต่เป็นเพราะขบวนการที่ไม่สมหวังในอำนาจและผลประโยชน์ที่ตนเองต้องการ มีความเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบและมีการจัดตั้ง
เบื้องหน้าเบื้องหลัง ที่พอจะเป็นลายแทงให้ตามรอยกลุ่มคนซึ่งเป็น “ศูนย์การนำ”ประกอบด้วยดังนี้
๑.อดีตคอมมิวนิสต์ที่มีบทบาททางวิชาการ ทางการเมืองในปัจจุบันและมีอีกบางส่วนเป็นกลุ่มพลังเคลื่อนไหวทางสังคม เช่นในองค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มองค์ที่อ้างว่าทำงานด้านประชาสังคม (Civil Society) หรือกระทั่งในแวดวงสื่อมวลชน
“คำนูญ สิทธิสมาน” ส.ว.สรรหา เคยตั้งข้อสังเกตกับความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้และอาจจะทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นก็คือ ในกรณีการโหมกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศเนปาลที่กลุ่มเหมาอิสต์ล้มระบอบกษัตริย์ว่า
“ไม่ใช่ครั้งแรกที่การเปลี่ยนแปลงในประเทศเนปาลตกเป็นข่าว และเข้ามามีบริบทพิเศษบางประการในประเทศไทย มันเริ่มต้นมาตั้งแต่อย่างน้อย ๆ ก็เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 แล้วทั้งในทางเปิดและในทางปิด !”
ข้อมูลของ “คำนูญ” ตั้งข้อสังเกตกับหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน 2549 ซึ่งนำเสนอเรื่องประจำปกว่า “Case study กรณีเนปาล” โดยเชื่อมโยงให้เห็นว่า “นักหนังสือพิมพ์อาวุโสคนคุมเนื้อหาหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ที่เคยเข้าป่าจับปืนสมาทานลัทธิเหมามาก่อนมีเจตนาซ่อนเร้นพิเศษอะไรหรือไม่” และ “ต้องไม่ลืมอีกเช่นกันว่าพรรคการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้ที่เติบโตขึ้นมาอย่างพลุ นอกจากมันสมองและกระเป๋าสตางค์ของท่านแล้ว ยังมีฝีไม้ลายมือชั้นเชิงของลิ่วล้อที่เป็นอดีตเหมาอิสม์ตัวกลั่นรวมอยู่ด้วยอีกไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในทางปิด – ก็กรณีที่มีข่าวเล่ากันว่ามีเสียงพูดในก๊วนกอล์ฟอย่างร่าเริงเหิมเกริมว่า...“ระวังจะเป็นอย่างเนปาล !” ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้พูดเป็นใคร เป็นนายใหญ่ผู้มั่งคั่ง หรือเป็นลิ่วล้ออดีตเหมาอิสม์อารมณ์ค้างที่อกหักจากการไปจับปืนร่วมรบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อ 30 กว่าปีก่อน
\๒.ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งนักวิชาการและนักการเมืองเช่นกัน คนกลุ่มนี้ มีอารมณ์ตกค้าง ของความจงเกลียดจงชัง เพราะคิดว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา คือคนที่อยู่สูงกว่า กองทัพ ในกลุ่มนี้ขอสังเกตความเคลื่อนไหวและระบบคิดของ ธงชัย วินิจจะกุล, สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล เป็นอาทิ
๓.ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมือง พวกนี้อ้าง “ประชาชนมาก่อน” ในเวลาหาเสียง แต่ยามเสวยสุข ประชาชนมาทีหลังเสมอ คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอุดมการณ์ หากแต่พวกเขาอาชีพเป็น “นักเลือกตั้ง” ที่มี “จิตสำนึกศักดินา” (จะอรรถาธิยายต่อไป) คนกลุ่มนี้เป็นเครื่องมือในการระดมคนจากพื้นที่เลือกตั้งของตนเองให้เข้าร่วมชุมนุม
๔.กลุ่มปัญญาชนรุ่นใหม่ ซึ่ง ภาษาวิชาการเรียกพวก “Post Modern” คนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชนชั้นกลาง ได้รับการ “ผลิตซ้ำทางความคิด” ประสบการณ์ต่อสู้ทางการเมืองยุค ๑๖และ ๑๙ แต่พวกเขามี “Philosophy” แค่ “วิพากษ์และตั้งคำถาม” สามารถ “มั่ว” เข้าไปได้ทุกเรื่อง แต่ไม่มีการ “เสนอทางออก” พวกเขาพยายามยกระดับเป็น School of thought แต่ยังขาดฐานทาง “องค์ความรู้” คนกลุ่มนี้อาจเป็นพวกนิยมลัทธิมาร์กซ์ แต่ก็ไม่นิยมการผลิต ในความหมาย Mode of Production บางทีพวกเขาอาจด่าทุน แต่ก็ดูหนัง Hollywood ชื่นชอบวิถีชีวิตอเมริกันชน บางทีพวกเขาบอกรักผู้ยากไร้ แต่ก็ทำตัวเป็นสายลมแสงแดด และเป็นส่วนหนึ่งของ “ห้วงโซ่การบริโภคนิยมอย่างบ้าคลั่ง” คนพวกนี้ มีทั้งกลุ่มคนที่ “มีปมทางจิต”อาจเป็นลูกหลานเศรษฐีใหม่ที่พยายามหา ประสบการณ์”ขบถ” พวกนี้อาจนับเป็นพวก “หัวใจอยู่ซ้าย แต่กระเป๋าสตางค์อยู่ขวา” หรือเป็นได้แค่”ปีกซ้ายไร้เดียงสา” แต่ปัญหาก็คือคนกลุ่มนี้เริ่มเข้าไปอยู่ในแวดวงอาชีพต่างๆ ดังกรณีของ เว็ปไซด์“ฟ้าเดียวกัน” , “ประชาไท” หรือ กรณีที่เห็นชัดก็คือ เส้นทางชีวิตของ “ธนาธร จึ่งรุ่งเรืองกิจ” หลานของ “สุริยะ จึ่งรุ่งเรืองกิจ” รวมถึงกรณีของ “โชติศักดิ์ อ่อนสูง” ผู้ต้องหาคดี “ไม่ยืนเพลงสรรเสริญ”
“ศูนย์การนำ” แบ่งคร่าวๆ ๔ กลุ่มนี้แหล่ะ ที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เรียกว่า “ขบวนการสาธารณรัฐ”
พวกเขาสะสมพลัง ซุ่มซ่อน รอคอย “โอกาส” หรือ “Window of change” และพวกเขาก็ได้โอกาสในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เมื่อ คมช.ขับรถถังออกมาล้มรัฐบาล นช.ทักษิณ
ในทางยุทธศาสตร์นี่คือจังหวะพล็อตเรื่องที่สมบูรณ์ เป็นจังหวะที่พวกเขา “คืนชีพ” และเป็นการคืนชีพในสภาพที่เรียกว่า “ป่าช้าแตก”
การเคลื่อนไหวเป็นไปในท่วงทำนอง “ผีเน่า-โลงผุ” และทะลักออกมาอย่าง “ไร้ระเบียบ” พวกเขารู้ดีว่า คนกลุ่มนี้เป็นศูนย์การนำที่มีบุคลิกพิเศษคือ “ใหญ่คับเสื้อ” ไม่มีใครยอมใคร ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ ปล่อยให้แสดงออกเต็มที่ แต่ภายใต้ความไร้ระเบียบดำเนินไปในสิ่งที่แนวร่วมของพวกเขาอย่าง “สำนักคิดไทยใหม่” เรียกมันว่า "ยุทธศาสตร์หนึ่งเดียว ยุทธวิธีหลากหลาย" และ " สร้างเอกภาพในความหลากหลาย "
ยุทธศาสตร์หนึ่งเดียว ยุทธวิธีหลากหลาย
ถ้าอ้างอิงจาก แถลงการณ์ของ “ใจ อึ๊งภากรณ์” เป้าหมายสูงสุด ของการเคลื่อนไหว คือ ระบบสังคมนิยม และถ้าจะว่าอย่างถึงที่สุดก็คือ การมีผู้นำเป็น “ประธานาธิบดี”
ขณะที่ยุทธวิธีหลากหลายหากประมวลความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงและแนวร่วมตามที่กล่าวมาข้างต้นก็จะเห็นปรากฏการณ์การโจมตี ทั้งสถาบันโดยตรง และมุ่งเน้นไปที่ฐานของโครงสร้างคือ กองทัพ ที่มีคำประกาศว่า “ข้าพระพุทธเจ้า จักรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต” รวมถึงการโจมตี “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”
“ศูนย์การนำ” ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการทำหน้าที่ “ปัญญาชนแถวหน้า” อธิบายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เพื่อขยายผลในเชิงวิชาการชี้ให้เห็นความไม่ชอบธรรมของสถาบันฯโดยขยายผลทั้งในและต่างประเทศ
ในเชิงความเคลื่อนไหว คนกลุ่มนี้พยายามหยิบยกประเด็นที่จับต้องง่ายและเห็นชัดเพื่ออธิบายกับมวลชนเช่น การโจมตีสถาบันว่า เป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดดังกรณีรายงาน ๑๐ อันดับราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกของนิตยสาร Forbes การโจมตีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของ เว็ปไซด์ Asia sentinel
เว็ปไซด์ของกลุ่มแนวร่วม โหมประโคมเผยแพร่ โดยฉากหน้าอ้างความเป็นวิชาการ แต่จิตใจส่วนลึกพวกเขาล้วนหวังผลการเปลี่ยนแปลง
ยกตัวอย่างง่ายๆ ภายใต้ “วาระซ่อนเร้น” ของการนำเสนอประเด็นพระราชทรัพย์ของสื่อตะวันตก พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งสิ่งที่จะ “ปั้นเรื่อง” ต่อไปได้ว่า ความร่ำรวยของกษัตริย์ไทย มีตัวอย่างใด ครั้งใดที่กษัตริย์ไทยทรงดำรงพระชนม์ชีพหรูหราสมกับความร่ำรวยที่ฝรั่งตาน้ำข้าวจัดอันดับหรือไม่
พสกนิกร ชาวไทยได้รับรู้แต่วัตรปฏิบัติแห่งความพอเพียง รับรู้ถึงราชกิจยวัตรแห่งการย่ำพระบาทไปยังพื้นที่กันดารที่สุดเพื่อดับทุกข์เข็ญประชาราษฎร
พวกเขาไม่สามารถอธิบายได้กับเหตุการณ์ เมื่อครั้งที่สยามต้องเสียดินแดน ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อาณาจักรล้านช้าง หรือประเทศลาว) ให้กับฝรั่งเศส เมื่อ ๓ ตุลาคม ๒๔๓๖ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ครั้งนั้น ฝรั่งเศสยังได้เรียกเงินค่าเสียหายจากสยาม ๑ ล้านบาท ทำให้เจ้านายฝ่ายในที่ต้องขายสมบัติของตระกูลเพื่อนำเงินมาถวาย และรัชกาลที่ ๕ เองก็ทรงนำ “ถุงแดง” หรือ เงินพระคลังข้างที่ ออกมาจ่ายค่าปรับ
แผ่นดินไทยที่คงความเป็นเอกราช มีสิทธิเสรีภาพตราบทุกวันนี้ เพื่อให้ข้าแผ่นดินบางกลุ่มกลับมาล้มล้าง อย่างนั้นหรือ ?
“นช.ทักษิณ”-สาวก
มองไม่เห็นธรรมแห่งกษัตริย์
กลุ่มแนวร่วมที่รณรงค์เรื่อง Free Speech หรือแม้แต่การณรงค์ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ มักโหมประโคมข่าว ทั้งในและต่างประเทศ เมื่อมีผู้ต้องหาคดีหมิ่น แต่พวกเขาแทบจะไม่ให้น้ำหนักในการนำเสนอข่าวเลย เมื่อถึงที่สุดของคดี ที่ผู้ต้องหาเหล่านั้นได้รับการพระราชทานอภัยโทษ
พวกเขาจะนำเสนอละครชีวิตที่มีพล็อตเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา เมื่อ “แฮรี่ นิโคไลเดส” นักเขียนออสเตรเลียถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่วันที่ “แฮรี่” ได้รับพระราชทานอภัยโทษและเนรเทศออกนอกประเทศ พวกเขาเสนอข่าวนี้ในพื้นที่กรอบเล็กๆ
พวกเขาแทบจะปิดหูปิดตากับพระราชดำรัสของในหลวงที่พระราชทานเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ว่า
“…The King can do no wrong” คือ การดูถูกเดอะคิงอย่างมาก เพราะว่า เดอะคิงทำไม Can do no wrong ไม่ได้ Do wrong แสดงให้เห็นว่า เดอะคิงไม่ใช่คน แต่เดอะคิงทำ Wrong ได้”
และ พวกเขาคงแกล้งไม่ได้ยินประโยคของพระราชดำรัสว่า “...ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่า พระมหากษัตริย์เป็นคนไม่ดี อย่างน้อยที่สุดก็เป็นคนที่จั๊กจี้ ใครว่าไรซักนิดก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ ไม่เคยบอกให้เข้าคุกตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆเป็นกบฏก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ ๖ ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนถึงต่อมารัชกาลที่ ๙ ใครเป็นกบฏก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุกให้ปล่อยหรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อยถ้าไม่เข้าก็ไม่ฟ้อง เพราะเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า เป็นคนเดือดร้อน”
“นช.ทักษิณ” จะปฏิเสธอย่างไรเมื่อวิทยุชุมชนในเครือข่ายของพวกเขาทุกวันนี้ก็ออกอากาศด้วยเนื้อหาล่วงละเมิดพระองค์ท่าน ตลอดเช้าสายบ่ายเย็น
เราไม่อยากกล่าวหาว่า “นช.ทักษิณ” ยัดเยียดอะไรใส่สมองพวกเขาเหล่านั้น แต่สิ่งน่าพิจารณาคือ คำสารภาพของ “สุวิชา ท่าค้อ" มวลชนของ “นช.ทักษิณ” ซึ่งถูกจับคดีหมิ่นสถาบันฯ ที่ว่า “ก่อนหน้านี้เขาออกมาต่อต้านการรัฐประหาร และเข้าใจผิดจึงได้ก้าวล่วงพระองค์ ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ได้อธิบาย เขาจึงเข้าใจ และรู้สึกเสียใจ”
หากได้มีโอกาสพิจารณาบทความของ “ชัชชรินทร์ ไชยวัฒน์” ซึ่งเขียน ใน “จุดไฟในนาคร” ของ “อาทิตย์ ข่าวพิเศษ ปีที่๑๖ ฉบับที่ ๘๐๘(๙๙) อาจอธิบายปรากฏการณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มคนที่ต้องการล้มล้างสถาบันได้ว่า พวกเขาเหล่านั้น มองสถาบันกษัตริย์ด้วยสายตาที่ “ห่างไกล” และ “ไม่อาจเข้าใจ” ได้ถึง “ธรรมะของพระมหากษัตริย์” โดยเฉพาะปฐมบรมราชโองการว่า
"..เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม"
คำถามง่ายๆ ที่ชัชรินทร์ตั้งว่า “ ในอดีตกาลที่ผ่านมา หากว่าการเป็น"พระราชา"นั้น เป็นตำแหน่งแห่งการเสวยสุข อันเนื่องมาจากความเขลา ของบรรดาผู้ใต้ปกครอง หรืออาณา ประชาราษฎร์แล้วไซร้ ระบอบการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ คงจะไม่ดำรงสืบต่ออย่างมั่นคงเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับเป็นหลายศตวรรษ”
“ชัชรินทร์” ระบุอีกว่า “...การฆ่าฟันศัตรูภายในชาติด้วยคำกล่าวว่า "เพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์"การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เริ่มต้นด้วยความ"เกลียดชัง"ด้วยความ"หวาดระแวง" และ "ด้วยความริษยาอาฆาต"นั้น..หาใช่การเดินตามรอยพระยุคลบาทไม่ และด้วยเหตุที่บางครั้งบางบุคคล..ก่อกำเนิดความรักพระมหากษัตริย์บน"ความเกลียดชัง"บุคคลอื่นๆ...สถาบันพระมหากษัตริย์มิอาจที่จะปฏิเสธ"ทัศนะแห่งความแตกต่าง"ของบรรดาพสกนิกรใดๆได้เลย แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงกล่าวย้ำหลายต่อหลายครั้งให้พสกนิกรของพระองค์ยึดมั่นอยู่ใน"วิถีทางแห่งธรรม" ให้ฝักใฝ่ใน"สันติ" ให้มีความรักความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งในสังคมประเทศและแม้กระทั่งในสังคมโลก
ความพยายามที่จะเป็นที่รัก,เพื่อใกล้ชิด,เพื่อเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย..ฯลฯโดยปราศจาก"เมตตาธรรม"ต่อผู้อื่นนั้นหาใช่วิถีทางที่สอดคล้องกับ"ธรรมะแห่งองค์พระมหากษัตริย์"ไม่
บุคคลใดก็ตาม..ที่ยึดมั่นอยู่กับวิถีทางแห่งธรรม บุคคลนั้นย่อมเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย แห่งองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงประกาศยึดมั่นอยู่ใน"ทศพิธราชธรรม"มาโดยตลอด
เราอาจจะมองพระมหากษัตริย์จากความเป็น"มนุษย์"ได้..แต่เราไม่อาจมองพระมหากษัตริย์แยกออกจากสถานะ และ"ธรรมะ"ที่พระองค์ทรงรักษา จนเป็นพระราชจริยาวัตรอันมั่นคงจนกระทั่งถึงปัจจุบัน นี้
แน่นอนว่า..สังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลง และบ่อยครั้งที่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น อาจจะพุ่งเป้าหมายถึงสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความไม่เข้าใจ หรือด้วยความ"ไม่รู้" …”
“นช.ทักษิณ” อาจถอดบทเรียน คัมภีร์นักปกครอง ของ Antoino Gramsci ที่มองว่า ฝูงชนคือลาโง่ “นช.ทักษิณ” จึงนำ “อวิชา-ความไม่รู้” ยัดใส่สมอง และอาจถึงขั้น “พาคนไปตาย” เพียงเพื่อตนเองได้อำนาจ หรือไม่ ?
เลือดขัตติยะ- จิตสำนึกศักดินา
มาถึงบรรทัดนี้ วาทกรรม เชิดชู “ทุนนิยมก้าวหน้า” กล่าวหา“ศักดินาล้าหลัง” ปรากฏให้เห็นจุดอ่อนและข้อบกพร่องเชิงองค์ความรู้เป็นอย่างยิ่ง
เพราะในความเป็นจริงทุกอย่างกลับตาลปัตร
ดังที่กล่าวการสืบสายเลือดขัตติยะ หากแต่มุ่งในทางเสวยสุข คงไม่สามารถดำรงสืบต่ออย่างมั่นคงเป็นระยะเวลาอันยาวนาน
นอกเหนือจากธรรมะแห่งพระราชา แล้ว การปรับตัวของสถาบันเพื่อความเป็น “สากล” ก็มีอยู่เป็นพลวัตร (Dynamic) ดังที่ “นิธิ เอียวศรีวงศ์” เองก็ยอมรับว่า การจัดงานฉลองครองราชสมบัติครบ 60 ปี และทูลเชิญกษัตริย์จากทั่วโลกมาร่วมงาน คือการประกาศความเป็น "สากล" ของสถาบันพระมหากษัตริย์
การที่ “สหประชาชาติ” ขนานพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงเป็น"พระมหากษัตริย์นักพัฒนา" สดุดี “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็น “ทฤษฎีโลก” นั่นก็คือความเป็น “สากล” ของสถาบันพระมหากษัตริย์
ในทางกลับกันทุนนิยม ปัญญาชนหัวก้าวหน้า ในสังคมไทยกลับเดินเข้าสู่ “กับดัก”ประชาธิปไตยที่มีความหมายเพียงแต่การ “เลือกตั้ง” และสยบยอมกับศูนย์การนำที่มี “จิตสำนึกศักดินา”
ออกจะเป็นเรื่องน่าขัน ที่พวกเขาโจมตี “ศักดินาล้าหลัง” แต่ไม่ปฏิเสธ “ประชาธิปไตย” ที่ มี “นักเลือกตั้ง” ซึ่งมีวิวัฒนาการจากการเป็นนักการเมืองที่โกงกินหรือถอนทุนคืน ด้วยการกินตามน้ำ กินค่าหัวคิว มาสู่การ “คอรัปชั่นเชิงนโยบาย”
พวกเขาไม่ปฏิเสธ การเมืองที่ถูกผูกขาดโดยตระกูลใดตระกูลหนึ่ง เช่น ถ้าจังหวัดเชียงใหม่ จะมีแต่คนนามสกุล “ชินวัตร” หรือ เครือญาติ เป็นนักการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับชาติ พวกเขาไม่ปฏิเสธ หากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีถูกส่งต่อ จาก “นช.ทักษิณ”มายัง “น้องเขย” อย่าง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์”
ไม่ใช่เฉพาะ “นช.ทักษิณ” บรรดานักเลือกตั้งภายใต้ระบบประชาธิปไตย สามารถส่งต่ออำนาจการเมืองไปยังลูกหลานพี่น้องในตระกูล
“สภาสูง”กลายเป็น “สภาผัว-สภาเมีย” อดีต ๑๑๑ นักการเมือง มี “นอมินี” ตั้งแต่ “คนขับรถ” ยัน บรรดา “กิ๊ก” ขึ้นมานั่งทำเนียบนั่งสภา
“ศักดินา” ยุค Feudal มีแค่ตัวเลขจำนวนที่ดินที่ถือครองแต่ไม่มีจำนวนที่ดินจริง ตรงกันข้ามศักดินาทุนนิยมสามานย์ มีที่ดินชนิดที่เรียกว่า บางครั้งเผลอสั่งลูกน้องให้ติดต่อซื้อ ทั้งๆที่ เป็นที่ดินของตนเอง
นี่คือความเป็นจริงที่สาวก “นช.ทักษิณ” ไม่เปิดรับ
รัฐบาล-ทหาร ต้องแสดงความจงรักภักดี
แม้ “นิธิ เอียวศรีวงศ์” จะวิจารณ์ว่า รัฐบาลและกองทัพปกป้องสถาบันโดยเน้นแนวทางการแสดงออกใช้อำนาจทางกายภาพเป็นด้านหลัก และการใช้แนวทางนี้ก็ไม่อาจเป็นแนวทางที่จะปกป้องการละเมิดสถาบันได้นั้น แต่ปัจจุบันเราก็แทบจะมองไม่เห็นการใส่ใจจาก ทั้งรัฐบาลและกองทัพจะมองเห็นภัยคุกคามดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้นจึงยากที่จะก้าวพ้นไปสู่การหาหนทางปกป้องด้วยอำนาจในเชิงวัฒนธรรม, เศรษฐกิจ และสังคม
“อภิสิทธิ เวชชาชีวะ” ในวันที่รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๗ บอกว่า “ผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ผมสำนึกเสมอว่าผมเกิดมาเป็นข้าแผ่นดินต้องสนองคุณแผ่นดิน สำนึกตลอดว่า แผ่นดินร่มเย็นตลอดมาเพราะพระบารมี ขอยืนยันตรงนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ยืนยันรัฐบาลที่ผมเป็นผู้นำจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง”
แต่เมื่อได้เสวยอำนาจ อภิสิทธิ์แสดงท่าทีต่อกรณี“นช.ทักษิณ”และกลุ่มเสื้อแดงกระทำการละเมิดสถาบันฯ เมื่อครั้งตอบกระทู้ถามกรณีหมิ่นสถานบันของ “นายใจ อึ๊งภากรณ์” ว่า
“ผมจะไม่พยายามพูดเรื่องเกี่ยวกับพวกนี้มากเกินไป เพราะไม่ต้องการให้มีการนำไปขยายผลในทางที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ที่อาจเกิดผลในแง่ลบมากกว่าผลดี ยอมรับว่าหนักใจ และไม่ประมาท”
การตำหนิ ติเตียน ยังมีไปถึงผู้นำกองทัพ ซึ่งกล่าวปฏิญาณ “จักรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต” แต่กลับปล่อยให้คนมุ่งร้ายต่อสถาบันดำเนินกิจกรรมต่อเนื่อง พวกเขาบอกเป็น”ทหารพระราชา” แต่สงวนตัวอยู่ในที่ตั้ง ปล่อยให้ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์และองคมนตรี อย่าง พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์, นายอำพน เสนาณรงค์ ต้องลดตน ต่อสู้กับคนที่เป็นเพียง “นักโทษหนีคดี”
การไม่รู้เท่าทันหรือตระหนักถึงภัยของ “ขบวนการสาธารณรัฐ” จึงนับเป็น สัญญาณอันตราย อย่างยิ่ง !
อ่านแล้วประชาไทจะตอบก็ไม่ว่ากัน
10 เมษายน 2552
สังคมแห่งการสร้างภาพ มันทำให้คนดีๆกลายเป็นผีห่า คนชั่วช้ากลายเป็นเทวดา
คำถามคือ เราอยากให้สังคมหน้าไหว้หลังหลอก กันอย่างนี้เหรอ
“วิฑูรย์ บัวโรย” วันนี้ถึงคิวขึ้นฟังคำพิพากษา !!
นำเครื่องประหารหัวสุนัข!
เปิดมีด !
ไม่น่าเชื่อเมื่อข่าวชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ตามหน้าสื่อก็มีคนโพสข้อความแฉเบื้องลึกของคนที่ฉากหน้าคือนักต่อสู้
ข่าวตามหน้าสื่ออาจใช้คำสุภาพเล่าเรื่อง แต่ “เว็ปข่าวใต้ดิน” ขอเล่าเรื่องแบบดิบๆ ไม่มีใส่สี ตีไข่
อันนี้หักล้างสิ่งที่แกนนำม็อบอนุรักษ์เคยโม้ว่า คนบางสะพาน มีรายได้กันคนละเป็นแสนต่อเดือน
ลูกไม่อยู่กับพ่อแม่มันก็มีซนบ้างตามประสา แต่ความซนของมันดันไปสร้างความเปรี้ยวตีนให้กับ “วิฑูรย์”
ไอ้เจมส์ เล่าว่า เกิดเมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 4 เมษายน 2552 ขณะซิ่งมอเตอร์ไซด์ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปทางโรงเรียนดอนสำราญ ก็ให้บังเอิญเจอเพื่อนที่เพิ่งเลิกงานมาจึงได้ขับรถตามเพื่อนกลับมายังอู่ซ่อมรถซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ
กลับมาเรื่องวิฑูรย์ต่อ
ไอ้เจมส์ขี้มอเตอร์ไซค์ปรู๊ดออกไปทันที พร้อมๆกับเสียงยิงปืนขึ้นฟ้าไม่ต่ำกว่า 5 นัด
“เหี้ยไรว่ะ...” ไอ้เจมส์สบถหันหลังไปดูเห็น นายวิฑูรย์ ยืนถือปืนจังก้า เป็นจังโก้เมืองคาวบอยเพียงแต่ไม่ได้ใช้ปากเป่าควันที่กระบอกปืนแล้วยืนเท่ห์
ไอ้เจมส์ไม่ได้สนใจอะไร ซิ่งมอเตอร์ไซด์ต่อไปไปบ้านเพื่อน นั่งทานข้าวสบายใจเฉิบก่อนย้อนกลับมาที่อู่ซ่อมรถเพราะไม่คิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของการยิงปืนขึ้นฟ้า
“โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” คำพระท่านสอน วิฑูรย์เริ่มได้สติ ควักโทรศัพท์มือถือกดเลข “ตู๊ดๆ”
“เฮ้ยไอ้หน่อย! กูเพิ่งตบเด็กว่ะ ทำไงดี ?”
ไอ้หน่อยที่นายวิฑูรย์เรียกพูดอะไรก็จนด้วยเกล้าที่จะได้ยินแต่สิ่งที่ตามมาคือ
ยายไอ้เจมส์ ซึ่งยังอยู่กลุ่มเสื้อเขียว ยอมความไม่เอาเรื่อง
ซื้อลิโพแตกตำรวจทั้งโรงพักยังไม่ได้เลย
แต่ก็น่าเห็นใจตำรวจเพราะ
วันที่นายวิฑูรย์ไปหาตำรวจ นางจินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์บ้านกรูดยกขบวนชาวบ้านไปอีก 30 คน จนผู้คนนึกว่า จะไปยึดโรงพัก
ตำรวจบางสะพาน เห็นม็อบเสื้อเขียวก็ “ขาสั่น-เหยี่ยวเล็ด”
พ.ต.ท.ไมตรี โตวิเศษ รอง ผกก. สภ.บางสะพาน (สส) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บอกว่า ปรับแค่ 400 บาท เพราะ ญาติผู้เสียหายแจ้งความเฉพาะกรณีทำร้ายร่างกาย ส่วนการยิงปืนขู่ไม่มีการแจ้งความตำรวจจึงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้
สำนักข่าวใต้ดิน รู้มาอีกว่า ยายไอ้เจมส์ได้เงินค่าทำขวัญหลานอีกก้อนหนึ่ง แต่กระดากอย่าเรียกว่าเป็น “ค่าปิดปาก” เลย
นายวิฑูรย์ ก็เลยเดินกร่างพกปืนเป็นจังโก้ ได้ต่อ เพราะตำรวจไม่กล้ายุ่ง แต่ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป ก็สวด “ธัมโม สังโฆ” กันเองเถิดพี่น้อง
08 มีนาคม 2552

ชนชั้นกลาง ของแท้
ในทฤษฏีการปฏิวัติ มักมีกลุ่มชนชั้น เป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติโดยชนชั้นรากหญ้า ชนชั้นสูง หรือชนชั้นกลาง
สำหรับสังคมไทยต้องยอมรับว่า "ชนชั้นกลาง" เริ่มมีบทบาทอย่างสูงยิ่งแทบจะในทุกมิติ
ในสายตาของนักคิดตะวันตก โดยเฉพาะกลุ่มขั้วประชาธิปไตยกระแสหลัก พยายามอธิบายว่า ชนชั้นกลาง คือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นกลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางระหว่าง รวย-จน ดังนั้นจึงเป็นเหมือนชนชั้นที่สามารถวางใจได้ว่า จะสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้คนในสังคม กลุ่มขั้นนี้พยายามยกตัวอย่างประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษและสหรัฐ หรือกระทั่งฝรั่งเศส
แต่ก็มีอีกกลุ่มขั้วความคิดว่า จริงแล้วๆชนชั้นกลาง ก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นตนเองเสียมากกว่า ดังการปกครองที่มีชนชั้นกลางเป็นแกน ในสายตาของนักวิชาการบางกลุ่ม ถ้าใช้ภาษาของกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก ที่อาจมองคำว่า "จัญไร " เป็นคำสุภาพชน บทความชิ้นนี้ก็ให้ค่าของคำในระดับเดียวกันว่า สังคมที่ชนชั้นกลางเป็นใหญ่เป็นสังคม"เหี้ยไปจัญไรมา"
บทความเรื่อง "ชนชั้นกลางกับการเมืองไทย เขียนโดย "แพทย์ พิจิตร" ตีพิมพ์ในมติชนรายสัปดาห์ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1366 อ้างทัศนะ "รอย ซี แมคริดิซ" ที่มีต่อชนชั้นกลางฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่สิบแปดเป็นต้นมาว่า หาได้เป็นไปตามที่อริสโตเติลได้กล่าวไว้ในช่วงสามร้อยปีก่อนคริสตกาลไม่ เพราะ
"...ในภาวะคับขัน พวกนี้ก็กลายเป็นผู้ทำลายระบบสาธารณรัฐ ในด้านการเมืองพวกนี้ไม่เดินสายกลาง และผ่อนปรนดังที่อริสโตเติล...ได้อ้างถึงพวกนี้" (ดูรายละเอียด : http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q4/2006october20p8.htm )
อริสโตเติลมีทัศนะที่ดีต่อชนชั้นกลาง เขาฝากความหวังไว้กับชนชั้นกลางในฐานะที่เป็นพลังสำคัญ ในการสร้างดุลที่เหมาะสมทางการเมือง ไม่สุดโต่งเกินไปเหมือนกับพวกชนชั้นสูง หรือมหาชนที่ยากจน ถ้าสังคมใดมีคนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง และมีอำนาจทางการเมือง ระบอบการปกครองของสังคมนั้นจะดีกว่า ระบอบการปกครองของสังคมที่คนส่วนใหญ่ยากจนมีอำนาจทางการเมือง
แต่ความจริงถ้าเอามาจับกับสังคมไทยก็คงจะไม่ใช่เช่นเดียวกัน
เรากล้าพูดได้ว่า 6 พันธมิตรสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นั้น แนวทางระบบคิด ถูกครอบงำโดยปัญญาชนของชนชั้นกลาง แ บบเบ็ดเสร็จ
เขาเหล่านั้นอยู่เบื้องหลัง แกนนำชาวบ้าน ที่ผ่านการ "จัดตั้ง" ทั้งสิ้น
เด่นชัดที่สุดคือ "สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล" แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก เป็นชนชั้นกลางที่มีรากความเป็น "ลูกเจ๊ก" ครอบครัวเป็นผู้รับเหมา เธอเอง ก็มีเคยตำแหน่งเป็นถึง กรรมการผู้จัดการ หจก.เพชรเกษมการช่าง ในจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนจะหันมาทำธุรกิจรีสอร์ต
เธอ พยายามทำตัวเป็นนักอนุรักษ์ก็เพราะเกรงว่า อุตสาหกรรมจะทำลายธุรกิจท่องเที่ยวของเธอ
เธอมีน้องสาวเป็นบรรณาธิการนิตยสารโลกสีเขียว นิตยสารที่เป็นเครื่องมือ CSR ของบริษัทพลังงานใหญ่ของประเทศ
และเธออาจจะแกล้งทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง ก็ได้ว่า ขณะที่เธอต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น บริษัทพลังงานใหญ่ของประเทศซึ่งสนับสนุนสื่อที่ น้องสาวของเธอทำนั้นก็มีแผนทางธุรกิจที่จะแตกไลน์ จากธุรกิจก๊าซไปยัง "ธุรกิจถ่านหิน" เช่นเดียวกัน
แต่อย่างว่า เธอ คือ ชนชั้นกลางที่ไม่มีได้มีหลักคิด อะไรมากนัก เพราะประเด็นที่เธอต่อสู้ก็คือ อะไรก็ตามที่มาขวางผลประโยชน์ของ "(ชน)ชั้น !"
กับบทบาทล่าสุดที่เธออ้าง สิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ มาตรา 57 ซึ่งระบุไว้ว่า
“บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น
ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต
หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตน หรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง
การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน
ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ” นั้น มันก็เป็นการอ้างในลักษณะ "Double Standard"
ในวันที่เธออยากรู้ข้อมูลแล้วติดเงื่อนไขราชการเธอจะบอกรัฐปิดกั้นประชาชน
แต่เมื่อวันที่รัฐเดินหน้าทำความเข้าใจให้ข้อมูลประชาชน เธอกลับบอกว่า รัฐกำลังประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความแตกแยก
"What's a hell going on?" ฝรั่งตาน้ำข้าวนายหนึ่งสบถ ออกมาเมื่อได้ยินเรื่องเล่านี้
การออกแถลงการณ์ของเธอ "เรื่อง ขอให้ยุติการให้ความร่วมมือกับ กฟผ.ในการทำการประชาสัมพันธ์ในโรงเรียน" นั้น ไม่มีคำอธิบายอื่นใดนอกจากเป็นความพยายามปิดหูปิดตาประชาชนไม่ให้รับรู้ข้อมูล ๒ ด้าน
ทัศนะเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับชนชั้นกลางในภาพรวมที่มองว่า ชนชั้นรากหญ้า ประชาชนทั่วไป ไม่มี "วุฒิภาวะ" พอที่จะชั้งน้ำหนักข้อมูล 2 ด้าน
พูดง่ายก็คือ มองประชาชนโง่เง่าเต่าตุน จำเป็นต้องชี้นำ (Guidance) ดูรายละเอียดใน
(http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=15714&Key=HilightNews )
การมองประชาชน "โง่" เป็นทัศนะที่ไม่ต่างอะไรกับ ชนชั้น Elite ในทุกยุคสมัยของประวัติศาสตร์โลก
เและ เธอไม่อาจปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับ แถลงการณ์ชิ้นนี้ เพราะที่อยู่ของกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก ก็ใช้เลขที่เดียวกันกับ "หจก.เพชรเกษมการช่าง" ซึ่งเป็นมรดก "เตี่ย" ของเธอ
น่าสังเกตุ ประโยคที่เธอปลุกระดมว่า "การสร้างความเจริญของบ้านเมืองด้วยมลพิษเป็นแนวคิดของคนจัญไร" นั้น คือ ท่าทีซึ่งสร้างความเกลียดชังอย่างถึงที่สุดกับขั้วตรงกันข้าม
เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ 6 พันธมิตรสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบฯ เคยกล่าวหา "นายปานชัย บวรรัตน ปราณ" ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ ซึ่งมีแนวคิดตรงกันข้ามกับเธอว่า เป็น "จีนแดง" หรือพูดตรงๆก็คือ ด่าผู้ว่าฯเป็น "คอมมิวนิสต์" นั้นแหล่ะ
เป็น "คอมมิวนิสต์" ที่ครั้งหนึ่งเคยมีประโยคคลาสสิกอันนำไปสู่การเข่นฆ่าคนไทยร่วมชาติว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป"
เหตุผลนี้ใช่หรือไม่ ที่รองรับความชอบธรรมให้กับ มือปืนที่ลั่นไกลสังหาร "รักศักดิ์ คงตระกูล" พนักงานชั่วคราวเครือสหวิริยา
"สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล" จึงเป็นรูปธรรมสะท้อนภาพลักษณ์ "ชนชั้นกลาง" ประเทศไทย ได้ดีที่สุดอีกตัวอย่างหนึ่ง
03 มีนาคม 2552
Go Home Ugly NGo

ความเข้มแข็งของอาเซียนนั้น ถ้ามองในมติระหว่างประเทศ ต้องยอมรับว่า เป็นการสร้างเสริมศักยภาพที่หวังปลดแอกจากการเป็นเจ้าโลกของมหาอำนาจตะวันตก
การดำรงความเป็นเจ้า (Hegemony) ซึ่ง ในวิชาการเมืองระหว่างประเทศ hegemony มักหมายถึงการจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือการสถาปนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองอันจะทำให้ประเทศที่มาเข้าร่วมหรือสยบยอมรู้สึกว่าตนเองได้ประโยชน์ เช่น กรณีโครงการ GSP ที่อเมริกาให้สิทธิพิเศษแก่บางประเทศให้ส่งสินค้าเข้าไปขายในตลาดอเมริกันได้โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร แลกเปลี่ยนกับการที่ประเทศนั้นๆ ยอมโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องบางอย่างซึ่งเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มผลประโยชน์อเมริกัน เช่น ให้ปราบเทปผี ซีดี ดีวีดีเถื่อน หรือให้เคารพสิทธิบัตรยาราคาแพง เป็นต้น
การแทรกแซง เจ้ากี้เจ้าการ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า "เสือก" นั้น มหาอำนาจตะวันตก มักทำผ่าน วาทกรรม หลายเรื่องเช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน ดังกรณีของพม่า ในประเด็นอองซาน ซูจี แต่ Hidden Agenda คือ ต้องการมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองแข่งกับจีน ซึ่งเวลานี้เข้าไปกุมสภาพพื้นที่ในพม่าแล้ว เช่น โครงการด้านพลังงาน
นอกจากนี้ยังมักอ้างประเด็นเรื่อง สิ่งแวดล้อม โลกร้อน จนคนไทย เห่อพูด ไม่ลืมหูลืมตา กระทั่ง ขี้ไม่ออก เยี่ยวไม่ออก ก็โทษโลกร้อนไว้ก่อน แต่หารู้ไม่ว่า Hidden Agenda เรื่องโลกร้อน ก็คือ มันต้องการให้ประเทศกำลังพัฒนา ไม่มีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก
เช่นที่รณรงค์เรื่อง เลิกใช้ถ่านหินนั้น ลองไปดูประวัติศาสตร์การสร้างชาติของมหาอำนาจทั้งหลายก็ล้วนอาศัยถ่านหินกันทั้งนั้นโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา (ดูรายละเอียด : http://maemohmine.egat.co.th/mining_technology/market1.html )
แต่วันที่ประเทศกำลังพัฒนาจะใช้ถ่านหิน มันกลับยืมปากเอ็นจีโอ ที่ตนเองแอบต่อท่อน้ำเลี้ยงให้ ออกมาพูดว่า ให้หยุดใช้ เพราะทำให้โลกร้อน ทั้งๆที่ความจริงมันรู้ว่า ถ่านหินทำให้ต้นทุนพลังงานถูก แล้วจะทำให้การครอบครองความเป็นเจ้าของมหาอำนาจสั่นสะเทือน
มันก็เหมือนจอร์จ โซรอส ที่มีกองทุนควอนตั้ม กอบโกยกำไรจากค่าเงิน แต่ก็มีมูลนิธิโซรอส ทำงานเชิงสังคม
เช่นเดียวกับ กรีนพีซ ที่มารณรงค์ประท้วงในการประชุมอาเซียนซัมมิท นั้น ก็ไม่ต่างกัน
หากพิจารณาจากข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้1. นำเงินทุนที่ใช้ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และนิวเคลียร์มาใช้ลงทุนพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และประสิทธิภาพพลังงาน 2. ยกร่างกฎหมายที่สนับสนุนนักลงทุนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรับประกันผลตอบแทนที่แน่นอนและสม่ำเสมอ3. รับประกันในการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ของการเข้าถึงระบบสายส่งของผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน4. ดำเนินการให้มีมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงาน และการจัดการด้านความต้องการใช้พลังงานที่เข้มงวด
มันก็ชัดเจนว่า วาระซ่อนเร้นคืออะไร
(ดูรายละเอียด : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/asean-save-forests-for-climate )
น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่กลุ่มคนใส่เสื้อกรีนพีซประท้วงกลายเป็นคนไทยหัวดำ ซึ่งเป็นตกอยู่ในถาวะ การครอบงำของ ฝรั่งหัวแดง
หนักไปกว่านั้นก็คือ กลุ่มม็อบประจวบฯ ที่เรียกตนเองว่า 6 พันธมิตรสิ่งแวดล้อม ซึ่งแทนที่จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ กลับทำตัว สมคบ กับท้าวต่างแดน เผาบ้านตัวเอง

เราไม่รู้ว่า นัยยะคำประกาศของพวกเขาคืออะไร แต่อ่านดูแล้วเหมือนกับประโยค "มึงสร้างกูเผา" (ดูรายละเอียด : http://www.prachatai.com/05web/th/home/15730 )
เราอ้างอิงข้อมูลส่วนใหญ่จาก เว็ปประชาไท เพราะดูเหมือนเว็ปนี้จะเป็นเสมือนช่องทางที่คนกลุ่มนี้ใช้ในการสื่อสารและขยายผล
เว็ปประชาไท ที่มีแนวคิด Post Modern คือ ค้านทุกเรื่องที่รัฐทำ
เมื่อมีกิจกรรมเสร็จก็เอามาเผยแพร่ ทำงานคู่ขนานประมาณว่า "ผีเน่ากับโลงผุ"
คำขู่ที่จะแสดงพลังเชิงกายภาพนั้น เชื่อเหลือเกินว่า ต้องเคลือบด้วยวาทกรรมสวยหรู ประมาณว่า นักสู้เพื่อท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม นายทุน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการต่อสู้เคลื่อนไหว
แต่เราก็เชื่อเหลือเกินว่า เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง กลุ่มคนระดับ Local ระดับชนชั้นรากหญ้า ที่ไม่ยอมสบยต่อการครอบงำ ลัทธิความเป็นเจ้าของทุนตะวันตก จะลุกขึ้นมาบอกว่า 'Go Home Ugly NGo"
21 กุมภาพันธ์ 2552
สนิมเกิดจากเนื้อในตน

ที่ว่าอึ้งก็เพราะ ทำไม บรรดาปูชนียบุคคลเหล่านี้ จึงหลงใหลกับเก้าอี้เหล่านี้
ไม่มีความชอบธรรม ตามภาษานักเคลื่อนไหวว่า "เอาประชาชนเป็นโล่ห์มนุษย์" ?

นางสุนี ไชยรส หนึ่งใน กสม. ที่มีปัญหาเรื่องสถานะภาพตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด เคยช่วยเหลืออย่างมุ่งมั่นกับการรุกที่สาธารณะของ จินตนา แก้วขาว ให้สามารถเช่าที่ได้อย่างถูกต้องโดยอ้างเรื่องของ การแก้ปัญหาที่ดินทำกินของคนยากคนจน
ถามว่า จินตนา ยากจน จริงหรือ ? แล้วทำไมต้องเป็นที่ติดริมทะเล
เห็นข่าวเรื่องนี้ทีไรก็นึกถึง สปก.๔-๐๑ ที่เศรษฐีเข้าแถวรับเอกสารสิทธิไม่ได้
ประเด็นท้าทาย "ต่อมจริยธรรม" ของเหล่าปัญญาชนกำลังเดินมาสู่ช่วงของการพิสูจน์ "ของแท้-ของเทียม" เพราะ การสะสมทุนเครดิตทางสังคม กับภาคประชาชนของกลุ่มปัญญาชนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับนักเลือกตั้ง ที่หวังความนิยมทางการเมืองโดยหว่านเงินไปกับนโยบายประชานิยม
ในทางรัฐศาสตร์แล้ว "ระบอบคณาธิปไตย" ไม่ว่าโดยคณะปัญญาชนหรือกลุ่มคณะอภิสิทธิชน ล้วน สามานย์ และเป็นปฏิปักษ์ต่อเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น
เพราะพื้นฐานของระบอบนี้คือ มองประชาชนโง่ จำเป็นต้องผูกขาดการนำโดยกลุ่มชนชั้นที่อ้างว่าเหนือกว่า
14 กุมภาพันธ์ 2552
เมื่อ "กูรู" นักพูด "สอบตก"

นายประสาร มฤคพิทักษ์ มีรหัสความเป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาย OSK81 เป็นอดีตนักเคลื่อนไหว มาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษารั้วจามจุรี มีชื่อติดกลุ่มคนที่มักเรียกขานกันว่า "คนเดือนตุลาฯ" (อดีตเคยเป็นคำแบ่งกลุ่มคนที่เชื่อว่ามีอุดมการณ์แต่ปัจจุบันคลายความขลังของนิยามไปเยอะ) สมัยเป็นนักศึกษา มีดีทั้งวาทะศิลป์และวรรณศิลป์ เป็นเจ้าของนามปากกา "นายฉันท์แก่น" ต่อมาเอาดีทำธุรกิจ สอนพูด เป็นประธานกรรมการบริษัทชีวิตธุรกิจ จำกัด ยกฐานะตนเองเป็นกูรู ประเภท "How To"
Maslow บอกว่า มนุษย์เมื่อบรรลุปัจจัยสี่ ความต้องการหลังจากนั้นคือ Social Status ชีวิตประสารเมื่อกินอิ่มนอนหลับ ไม่เจ็บไม่ไข้ ก็เลยเดินเข้าหา Need ในอีกระดับชั้นตามแนวคิดของ Maslow แต่ช่วงจังหวะที่ทำให้ประสารเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจรัฐ เป็น สว.สรรหา ในปัจจุบัน ก็คือ การเข้าไปรับใช้รัฐบาลทหาร หลังการปฏิวัติ ของ คมช.โดยรับหน้าเป็น ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ในประเทศ (ศปชท.) ทำงานเชิงรุกเพื่อแย่งพื้นที่สื่อ ต้านการหวนกลับคืนมาของระบอบทักษิณ
สว.สรรหา หลายคนในตำแหน่งปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเครือข่ายอำนาจ คมช. ไม่เช่นนั้นไม่สามารถฝ่าปราการของคนหลายคนที่เสนอตัวแต่ต้องรับประทาน "แห้ว"
ประสาร จึงไม่อำพรางตนเองในการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ
ไม่อำพรางตัวที่จะอิงกับระบอบอำมาตยาธิปไตย ดังนั้นประสารเองก็น่าจะเป็นเหมือนหลายๆคน ที่ทำให้คนรุ่นหลัง สับสน กับ ความหมายของคนเดือนตุลา ว่า ตกลงเอาเข้าจริง มันขลัง มันมีองค์ความรู้หนุนหลังอยู่สักกระพีกหรือไม่
ประสารเคยไปอบรมการพูดให้กับนักปกครองฟังเวทีหนึ่ง ข้อมูลนี้ค้นหาได้เป็นการทั่วไปทางอินเตอร์เน็ต แต่เมื่อเอาหลักวิชาการมาจับกับโลกความเป็นจริง วิญญูชนก็ตัดสินใจกันเอาเองว่า จะเชื่อหรือไม่เชื่อ
ประสาร บอกว่า " การพูดมี 3 แบบ ดังนี้คือ
1. บอกเล่าหรือบรรยาย(Descriptive speech) คือ การพูดเหมือนครูอาจารย์ในโรงเรียน หรือ ในมหาวิทยาลัยที่คุณเรียนมา ประสบการณ์ที่คุณผ่านมาทุกคน คุณนึกออกไหมที่มีครูอาจารย์ที่สอนหนังสือคุณ ทำให้ไม่มีการจูงใจ ไม่สนุก
2. จูงใจ หรือชักชวน (Persuasive speech) เป็นการพูดที่นักการเมืองเป็นผู้ใช้ เช่น อบต. สส. สว. สท. เพื่อให้ถูกเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ สส. สว. อะไรก็แล้วแต่
3. บันเทิง(Recreative speech) หมายถึง บรรดานักแสดง ตัวตลก เช่น ตระกูลเชิญยิ้ม นักพูดหลายคนสามารถพูดได้ เช่น สภาโจ๊ก ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ITV
การพูดทั้ง 3แบบเหล่านี้จะทำให้เราพูดประสบผลสำเร็จหากนักพูดคนใด ขาดข้อใดข้อหนึ่งจะทำให้น่าเบื่อ พูดได้ 15 นาที ก็ชวนหลับเสียแล้ว เช่น อาจารย์ผู้สอนนักเรียนหากไม่มีการพูดแบบจูงใจเอาแต่บอกเล่าอย่างเดียว นักเรียนหลับ แสดงว่า ผู้พูดเป็นผู้กำหนดพฤติกรรมของผู้ฟัง ผู้พูดเฉื่อยเนื่อยผู้ฟังก็เฉื่อยเนื่อย ผู้พูดเหี่ยวเฉา ผู้ฟังก็เหี่ยวเฉาไปด้วย ผู้พูดกระตือรือร้น ผู้ฟังก็กระตือรือร้นไปด้วย
การพูดมี 4 วิธี ดังนี้
1 ท่องจำมาพูด (Memorized speech)
2. อ่านร่างหรือต้นฉบับ (Reading the speech or Manuscripted)
3. พูดจากความเข้าใจหรือจดเฉพาะหัวข้อ (Extempo speech)
4. พูดอย่างกระทันหัน (Impromptu speech)"
วันก่อนประสาร ลุกขึ้นตั้งกระทู้ถาม นายกรัฐมนตรี โดยตั้งกระทู้เรื่อง "การเผชิญหน้าและผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวบางสะพานจากโครงการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กของบริษัทในเครือสหวิริยา อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์" เข้าใจว่า ประสารเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการซึ่ง รสนา โตสิตระกูล เป็นประธานลงพื้นที่อ.บางสะพาน เพื่อหาข้อมูลโครงการนี้เนื่องจากมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้าน อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่า ประสานเลือกจุดยืนที่จะอยู่ฝ่ายคัดค้าน ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดเหตุผลหนึ่งก็ตาม ดังนั้นประสาร จึงต้องทำหน้าที่เป็น "ปัญญาชนของชนชั้น" ค้านแบบหัวชนฝา
เรากล้าใช้คำ "ค้านแบบหัวชนฝา" เพราะการค้านแบบนี้คือ การปิดหูปิดตารับฟังข้อมูลจากกลุ่นคนตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เอาแค่เรื่องเล็กๆ การที่คณะกรรมาธิการของรสนา ซึ่งเชื่อว่า ตนเองรู้ลึก รู้จริงกับเรื่องนี้จึงต้องคัดค้านนั้น แค่การอัพข้อมูลขึ้นเว็ปไซด์ของตัวเอง ยังให้ข้อมูลผิดว่า เข้าไป "ตรวจสอบกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้า"
แม้เราจะเข้าใจว่า โรงไฟฟ้าเป็นปีศาจในสายตา กลุ่มเอ็นจีโอ แต่มันก็ไม่สมควรเอา ปีศาจตนนี้มานำหน้า เพื่อหวังให้มันทำหน้าที่ สร้างความกลัวเพื่อดึงแนวร่วม ขยายมวลชนคัดค้านโครงการพัฒนาของรัฐอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
(ดูรายละเอียด : http://www.rosana.in.th/preview/th/news/index.php?newsid=10 )
เช่นเดียวกับประสาร ที่ใช้ Skill ความเป็นนักพูด เพื่อหวังจูงใจให้คนเชื่อ ก็เลือกที่จะหยิบข้อมูลเพียงด้านเดียวขึ้นมา อันเป็นการพูดในสิ่งที่ประสารเคยสอนว่า เป็น Persuasive speech
ถ้าสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ไม่ทำการบ้านมา ผู้คนก็จะเชื่อโดยสนิทใจว่า ทุนรังแกชาวบ้านอีกแล้ว อันเป็นพล็อตคลาสสิคพอๆกับละครหลังข่าว
สุเทพ ชี้แจงว่า คนตายที่ประสาร ระบุนั้น คือ นายรักศักดิ์ คงตระกูล ซึ่งเป็นกลุ่มคนสนับสนุนโครงการ ขณะที่คนยิงซึ่งอัยการสั่งฟ้องไปแล้วคือ นายบำรุง สุดสวาท ซึ่งเป็นฝ่ายคัดค้านโครงการ
ภาษาข่าวเรียกว่า อาการที่สุเทพชี้แจงว่า ให้ข้อมูล "สวนทันควัน" และเรียกอาการของประสาร ว่า "หน้าแหก"
เพราะประสารก็ยอมรับในเวลาต่อมาว่า คนตายที่ตนระบุเป็นฝ่ายสนับสนุนโครงการจริงๆ แต่ประสารก็ยังไหลลื่นต่อไปได้อีก โดยใช้ลีลาชั้นครูของความเป็นนักพูด ตั้งคำถามว่า "ทำไมกลุ่มคนเสื้อแดงต้องเอาศพไป ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชันสูตร"
การทิ้งคำถามแบบให้ชวนตั้งข้อสงสัยนี้ สุเทพ ไม่ตอบ แน่นอนมวลชนฝ่ายประสารก็คงเชื่อไปตามระเบียบโรงเรียนคนเดือนตุลาฯ ว่า
แต่ถ้าคนที่ไม่ใช่มวลชนของประสาร แต่เป็นเพื่อนร่วมงานของรักศักดิ์ เขาก็คงมีคำตอบเป็นคำถามว่า
ถ้าให้คะแนน ความเป็น "กูรู" นักพูดของประสารในครั้งนี้น่าจะเรียกได้ว่า "สอบตก" เพราะสิ่งที่เขาเคยสอนว่า "การพูดทั้ง 3แบบเหล่านี้จะทำให้เราพูดประสบผลสำเร็จหากนักพูดคนใด ขาดข้อใดข้อหนึ่งจะทำให้น่าเบื่อ พูดได้ 15 นาที ก็ชวนหลับเสียแล้ว เช่น อาจารย์ผู้สอนนักเรียนหากไม่มีการพูดแบบจูงใจเอาแต่บอกเล่าอย่างเดียว นักเรียนหลับ แสดงว่า ผู้พูดเป็นผู้กำหนดพฤติกรรมของผู้ฟัง ผู้พูดเฉื่อยเนื่อยผู้ฟังก็เฉื่อยเนื่อย ผู้พูดเหี่ยวเฉา ผู้ฟังก็เหี่ยวเฉาไปด้วย ผู้พูดกระตือรือร้น ผู้ฟังก็กระตือรือร้นไปด้วย"นั้น จะเห็นได้ว่า น.ส. ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมต้องตัดบทการพูดของประสารในช่วงขณะหนึ่งที่ประสารเริ่มไหลไปเรื่อยว่า "ท่านประสารค่ะ ท่านมีอะไรจะถามต่อไหม"
แปลเป็นไทยอีกทีก็คือ ประธานประชุมสอน กูรูนักพูด "ให้พูดเข้าประเด็น" สักที
ประเด็นน่าสนใจกว่านั้น ก็คือ การถามและตอบกระทู้ครั้งนี้ สุเทพ อดีตกำนันบ้านนอก ไม่ได้เล่าเรียนสูง ไม่ได้เป็นปัญญาชน ไม่ได้เข้าป่า ไม่ได้เป็นคนเดือนตุลา กลับมีระบบคิดที่น่าคิดว่า "เราจะทำยังไงไม่ให้คนสนับสนุนและคัดค้านปะทะกัน ต้องให้เขาสู้กันในกรอบของกฏหมาย"
เราไม่รู้ว่า อดีตคนเดือนตุลาฯ อย่างประสาร คิดยังไง แต่ถ้าพิจารณาจาก "ชีวทัศน์" ของประสาร ในช่วงหลังๆ ที่ยอมทำงานให้ คมช. อีกทั้งมีบทบาทสูงในการขึ้นเวทีพันธมิตรไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคน 19 ล้านเสียงทั่วประเทศ และเป็น สว.สรรหา ซึ่งเป็นผลพ่วงของรัฐธรรมนูญ ที่ร่างโดยกลุ่มคนที่ใช้รถถังล้มกระดานประชาธิปไตยนั้น
วิญญูชนก็พิจารณาด้วยใจที่เสมอด้วยความสงบนิ่งประหนึ่งน้ำในบ่อหินกันเอาเองเถิด
29 มกราคม 2552

เว็ปไซด์ประชา ไทย นำเสนอ บทความ "ระงับลงทุนโรงถลุงเหล็กบางสะพาน บทพิสูจน์ การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนแท้จริง" ( http://www.prachatai.com/05web/th/home/15372)
"สำนักข่าวใต้ดิน" จึงมองสุพจน์ ว่า เป็นคนที่พอจะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันได้ระดับหนึ่ง เพื่อให้สังคมได้ชั่งน้ำหนัก แล้วก็มีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือก
บทความของสุพจน์พยายามอธิบายให้ข้อมูลด้านลบของการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในพื้นที่อ.บางสะพาน โดยติดยึดกับ "วาทกรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน"
"จากกรณีสื่อหลายฉบับลงข่าวการระงับการลงทุนโรงถลุงเหล็กที่บางสะพานของกลุ่มธุรกิจเหล็กในเครือสหวิริยานั้น ได้มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นในหลายๆ ด้าน และอีกด้านหนึ่งของกลุ่มผู้ที่คัดค้านโครงการก็ได้แสดงความคิดเห็นอีกมุมหนึ่งว่า มันคือการพิสูจน์ชัดได้หลายเรื่องในแง่การพัฒนาว่ายั่งยืนจริงเท็จประการใด"
ข้างต้นคือ ประโยคที่สุพจน์จั่วหัวบทความ แต่ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนในหลักคิดของสุพจน์ มีปริมณฑลจำกัดแค่ เรื่องสิ่งแวดล้อมและชุมชน
การยกตัวอย่างประกอบการอธิบายสมมติฐานว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นอริกับการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ต้องยอมรับว่า ยังเป็นไปอย่างสับสน
นิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นถูกบัญญัติขึ้นโดยฝรั่งตาน้ำขาว ซึ่งก็พูดไว้ชัดว่า "...Sustainable development is a pattern of resource use that aims to meet human needs while preserving the environment so that these needs can be met not only in the present, but in the indefinite future." ( อ่านนิยามเต็มได้ที่ ( http://en.wikipedia.org/wiki/Sustainable_development )
"การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ รูปแบบของการใช้ทรัพยากรเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการไม่เฉพาะปัจจุบันแต่ยาวนานไปถึงอนาคต"
ในคำนิยามจะมี 3 องค์ประกอบเป็นวงกลมเกี่ยวรัดทับซ้อนกัน คือ สังคม สิ่งแวดล้อมและ เศรษฐกิจ
"Sustainable development does not focus solely on environmental issues" - ถ้าแปลเป็นไทยก็คือ การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม
เป็นที่น่าสังเกตุว่า ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งถูกใช้ในแวดล้อมองค์กรพัฒนาเอกชน หรือโดยกลุ่มอนุรักษ์ อันหมายรวมถึง สุพจน์ นั้น ยังจำกัดแคบเฉพาะประเด็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม แล้วก็มีการอ้างอิงข้อมูลเพื่อสนับสนุนสมมติฐานที่ค่อนข้างเป็นไปในสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า "Comparable with Uncomparable" คือ เปรียบเทียบสิ่งที่เปรียบเทียบกันไม่ได้
สุพจน์ บอก "ก่อนหน้านี้โครงการเหล็กที่บางสะพานเคยเข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 เป็นต้นมา โดยมีชาวบ้านในพื้นที่ออกมาคัดค้านแต่ไม่มากนักโดยคิดว่าเป็นโครงการโรงถลุงเหล็กมลพิษสูง แต่ในช่วงนั้นเองทางกลุ่มทุนก็ทำหนังสือชี้แจงว่าไม่ใช่โครงการโรงถลุง แต่เป็นเพียงโรงรีดเหล็กไม่มีมลพิษ จะไม่สร้างโรงถลุงแน่นอน และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนเช่นกัน แต่มาวันนี้สิบกว่าปีกลับบอกว่าหากไม่มีโรงถลุงจะอยู่ไม่ได้ มีการปลดพนักงานช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ และลดเงินพนักงานจนเกิดการประท้วงทั้งสองโรงงานใหญ่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความยั่งยืนลวงตา"
สุพจน์อ้างข้อมูลเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว โดยละเลย ที่จะพูดถึงว่า ในเส้นทางระหว่าง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศมีการเติบโตอย่างไร อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง การแข่งขันทางการค้าในเวทีโลก สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่อุตสาหกรรมเหล็กต้องมีการปรับตัวและพัฒนาเพื่อเสริมศักยาภาพของอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งคำตอบก็คือ การมองว่า หากประเทศสามารถผลิตเหล็กต้นน้ำก็จะสามารถเสริมศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ไม่จำเป็นต้องนำเข้ากันถึงปีละ 5 แสนล้านบาท อย่างในปัจจุบัน
สุพจน์ ระบุว่า " และที่สำคัญการสร้างภาพจูงใจเรื่องมีงานทำที่ดีนำไปสู่การศึกษาไปในเชิงเดียวคืออุตสาหกรรมเหล็ก โดยไม่คำนึงถึงสัดส่วนเป็นจริงในเรื่องของวิถีเดิมที่เป็นอาชีพหล่อเลี้ยงตัวอยู่ในท้องถิ่นที่ยั่งยืนแท้จริง ในด้านการท่องเที่ยว เกษตร ประมง ค้าขาย ต่างๆ"
ในประเด็นนี้ สุพจน์ละเลยที่จะบอก ข้อเท็จจริงอันเป็นความเจ็บช้ำล้มเหลวของระบบการศึกษาของประเทศนี้ว่า ก่อนที่จะมีอุตสาหกรรมในพื้นที่ คุณภาพนักศึกษา บัณฑิต ที่สถาบันการศึกษาผลิตได้นั้น อย่างมากก็เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ทำให้ต้องมีการจ้างแรงงานจากนอกพื้นที่ ซึ่งก็ตอบโจทย์ไม่ได้ว่า ทำไมไม่สร้างงานให้คนในพื้นที่ ?
ดังนั้นการที่เอกชนเข้าไปสนับสนุนสถาบันการศึกษา ซึ่งในกรณีของบางสะพานคือ "วิทยาลัยการอาชีพบางสะพาน" (http://www.bspc.ac.th/) ซึ่งมีการยกระดับเป็น "สถาบันเทคโนโลยีเหล็กและเหล็กกล้าบางสะพาน" ก็คือ การยกระดับศักยภาพคนในพื้นที่จากแรงงานไร้ฝีมือให้เป็นแรงงานฝีมือ เพื่อที่จะตอบโจทย์การสร้างงานให้กับคนในพื้นที่
ไม่ต่างจากที่บริษัทใหญ่ๆในประเทศนี้ทำกันเช่น โรงเรียนเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า (http://www.toyotaschool.ac.th/)
หรือ วิทยาลัยปิโตรเคมีของบริษัททีพีไอ(เดิม) วิทยาลัยไฟฟ้าของกฟผ.ที่จะสร้างที่แม่เมาะ ลำปาง เป็นต้น
และที่สำคัญหลักสูตรของ "สถาบันเทคโนโลยีเหล็กและเหล็กกล้าบางสะพาน"ก็ไม่ได้มีหลักสูตรเดียวแต่ยังมีทั้งช่างเชื่อม ช่างยนต์ เหมือนวิทยาลัยเทคนิคทั่วไป
สุพจน์ ต้องลองถามเพื่อนแกนนำอย่างจินตนา แก้วขาว ว่า ทำไมเธอถึงให้ลูกชายไปเรียนไกลถึงเพรชบุรี ทำไม จินตนา ไม่ให้ลูกเรียนด้านการท่องเที่ยว เกษตร หรือประมง และเพราะการต้องไปเรียนไกลหูไกลตาพ่อแม่ใช่หรือไม่ทำให้ลูกเธอต้องตกอยู่ในวังวนยาเสพติดโดนจับคดียาบ้า (http://www.komchadluek.net/2008/08/11/x_prv_n001_215675.php?news_id=215675)
สุพจน์ บอกว่า "ต้องทำความเข้าใจให้ดีคำว่ายังยืนไม่ได้หมายถึงความร่ำรวย มันต่างกัน หากคิดที่ปริมาณเม็ดเงินที่รัฐจะนำมาสนับสนุนโครงการดังกล่าวอย่างมหาศาลด้านสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า ถนน ท่าเรือ ฯลฯ แต่สุดท้ายก็มีการจ้างงานเพียง่เป็นอาชีพหล่อเลี้ยงตัวอยู่ในท้องถิ่นที่ 3,000 กว่าอัตรา หากเอาจำนวนเม็ดเงินเดียวกันมาสนับสนุนตามศักยภาพของพื้นที่อย่างแท้จริงก็จะสามารถกระจายรายได้ทั่วถึง เกิดอาชีพที่เป็นไปตามกลไกธรรมชาติที่เป็นอยู่อย่างยั่งยืน"
ระบบคิดนี้ของสุพจน์ ละเลยที่จะมองภาพกว้างของประเทศ ว่า อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำเป็นเรื่องของการเสริมสร้างศักยภาพประเทศ และคิดแบบตื้นเขินเกินไปและ "แยกส่วน" ที่จะให้เอาเงินจำนวนเท่ากันมาหว่านในพื้นที่เพื่อสร้างอาชีพเฉพาะของคนในพื้นที่
สุพจน์ ควรบอกให้ครบถ้วนว่า การท่องเที่ยว ที่บอกว่าเป็นศักยภาพนั้น มีชาวบ้านเจ้าของพื้นที่จริงๆกี่คน ใช่หรือไม่ว่า ส่วนใหญ่เจ้าของมักเป็นไฮโซ ไฮซ้อ จาก กรุงเทพฯ เช่นรีสอร์ตเปิดใหม่ที่บ้านกรูด ( http://www.keereewaree.com/) และ
(http://www.komchadluek.net/2008/08/06/x_lady_i001_214698.php?news_id=214698)
สุพจน์ควรบอกว่า ใครเป็นเจ้าของ และใช่หรือไม่ว่า คนในพื้นที่อย่างมากก็เป็นแม่บ้าน เด็กยกกระเป๋า
หรือศักยภาพในด้านเกษตร สุพจน์ ควรบอกต่อไปว่า การลงทุนรุกที่เพื่อปลูกปาล์ม ปลูกยาง ตามแต่ว่าสินค้าเกษตรตัวไหนจะราคาดีหรือไม่นั้นเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในความหมายของตนเองหรือไม่
สุพจน์ ระบุว่า "นี่ยังไม่พูดถึงที่โครงการเข้ามาทำลายฐานทรัพยากรเดิม บุกรุกป่าคุ้มครองอีกหลายร้อยไร่ ที่มีการตรวจสอบและฟ้องร้องกันอยู่อีกหลายสิบคดี เพราะพื้นที่โครงการไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นวนอุทยาน เป็นป่าชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ เป็นป่าชายเลน และอยู่ในเขตปิดอ่าวถึงสามชั้นจากกระทรวงเกษตร และกรมประมงอีกด้วย"
นั่น ก็เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมตัดสิน ไม่ใช่การหาช่องโหว่ ช่องว่าง เพื่อเดินยุทธศาสตร์คัดค้าน เหมือน การจ้องจับผิดของ ตำรวจจราจรจับรถสิบล้อ
สุพจน์ บอกว่า " อยากให้ผู้นำท้องถิ่นที่ยังด้อยข้อมูลด้านลบศึกษาอย่างละเอียดด้วย ก่อนออกมาให้การสนับสนุนทั้งที่มีข้อมูลด้านเดียว เพราะสิ่งที่จิตนาการว่ามันดีมันยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม แต่ด้านการทำลาย ด้านคอร์รัปชั่น มีหลักฐานชัดเจนแล้วจะตอบชุมชนว่าอย่างไร ที่สำคัญตัวผู้ใหญ่กำนัน อบต.ต่างๆ ในพื้นที่ก็ยังใช้ทรัพยากรที่ถูกบุกรุกและจะได้รับผลกระทบจากการทำลายของโครงการดังกล่าวอีกด้วย"
ประเด็นนี้สุพจน์ พยายามให้ภาพว่ากลไกรัฐที่สนับสนุนโครงการ มีความอ่อนด้อยในเชิงองค์ความรู้ แต่หากกลไกรัฐเดินในตามแนวคิดของกลุ่มอนุรักษ์ฯก็จะกลายเป็น กลไกรัฐหัวก้าวหน้าที่ได้รับการชื่นชม
สุพจน์ ควรอธิบายต่อไปว่า นายธงชัย เพชรสกุลทอง นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสนับสนุนให้มีการเพิกถอนที่ดินสาธารณะเพื่อให้จินตนา แก้วขาว ได้เช่าที่ซึ่งบุกรุกอยู่นั้น เดิมเคยมีท่าทีสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด ใช่หรือไม่ หรือกระทั่ง จีรวุฒิ แจวสกุล อดีตนายกเทศมนตรีบ้านกรูด เดิมเคยมีท่าทีคัดค้านโรงไฟฟ้าหินกรูด แต่เมื่อไม่สนับสนุนให้จินตนาได้เช่าที่สาธารณะดังกล่าวจึงทำให้ "ศัตรูกลายเป็นมิตร - มิตรกลายเป็นศัตรู" จริงหรือไม่ (http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000132452)
และ(http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000147423)
สุพจน์ ควรบอกต่อไปว่า นายสมหมาย ปานทอง กำนันตำบลธงชัย และนายบุญธรรม แดงเครือ นายกอบต.ธงชัย ซึ่งเหมือนน้ำกับน้ำมันกับกลุ่มอนุรักษ์ และมีจุดยืนที่ต่างกันในเรื่องโรงถลุงเหล็กนั้น ในวันที่พวกเขาเห็นด้วยกับการแก้ผังเมืองตำบลบ้านกรูดให้เป็นสีเขียว พวกเขากลายเป็น กลไกรัฐหัวก้าวหน้า ที่มีองค์ความรู้ประกอบการตัดสินใจแล้วใช่หรือไม่
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pro07281151§ionid=0112&day=2008-11-28

ที่สำคัญ สุพจน์ ควรบอกว่า นายบำรุง สุดสวาท อดีต ผช.ผญบ.ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดียิงนายรักศักดิ์ คงตระกูล พนักงานเครือสหวิริยา นั้น ใช้องค์ความรู้ครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่
ถึงที่สุดแล้ว มันอาจต้องย้อนมาทำความเข้าใจเรื่องของ "สุนทรียสนทนา" (Dialog) ของ David Boom ซึ่งนพ.ประเวศ วะสี อธิบายว่า " ไม่เน้นการที่คนเราเถียงสวนกัน เพราะการที่เราเถียงส่วนกันนี้ถือว่าตื้น ไม่เป็นปัญญา เน้นปัญญาจะต้องฟัง ฟังอย่างลึก ถ้าเถียงกันไปมาถือว่าตื้นไม่เกิดปัญญา"
ประเด็นของ Dialog ก็ คือการนำเสนอความรู้ ความคิด และประสบการณ์ของแต่ละคนนโดยไม่เน้นการเอาชนะ คัดคาน หรือถกเถียงกัน หรือให้แตกหักในเรื่องความคิดความเห็น หรือเอาชนะคัดคาน ใช้วิธีการสุนทรียะโดยฟังผู้อื่น ฟังความคิด ประสบการณ์ของผู้อื่นอย่างลึก หรือที่เรียกว่า Deep listening เพื่อพยายามทำความเข้าใจว่า ผู้พูดนั้นพยายามจะสื่อสารอะไร ไม่ใช้ว่าเราจะคอยตั้งประเด็นไปหักล้าง
ถ้าสุพจน์ กำหนดสถานะว่า ตนเองรู้มากกว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านนั้น มันก็จะรังนำไปสู่การวิวาทะมากกว่าจะหาทางออก
บทสรุปปิดท้ายของสุพจน์ที่ว่า "อย่างไรก็ดีโครงการโรงถลุงเหล็กดังกล่าว ที่ผ่านมาได้มีการคัดค้านและตรวจสอบจากประชาชนในพื้นที่มาหลายปี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสนใจในการเข้าตรวจสอบและแก้ปัญหาอย่างจริงจังเพื่อที่จะได้คลี่คลายปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ที่อาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้น"
นั่นย่อมเป็นความงดงามของสุพจน์ ที่เปิดเผยท่าทีของการแสวงหาทางออกทางปัญญา ปัญหาคือ สุพจน์ ซึ่งเป็นสายพิราบ ในกลุ่มอนุรักษ์ จะทานน้ำหนัก ชี้ชวนความเห็นของ "กลุ่มสายเหยี่ยว" ได้มากน้อยแค่ไหน
